Table of Contents
- 🦶 ทำไมข้อเท้าจึงเป็นบริเวณที่ปวดหรือบาดเจ็บได้ง่าย?
- 🔎 ปวดข้อเท้า เกิดจากอะไร? 7 สาเหตุที่พบได้บ่อย
- 🏃 ปวดข้อเท้าจากการเดิน วิ่ง และออกกำลังกาย ต่างกันอย่างไร?
- ⚠️ ปวดข้อเท้าแบบไหนควรไปพบแพทย์?
- 👟 ป้องกันอาการปวดข้อเท้าจากการออกกำลังกายได้อย่างไร?
- ✅ สรุปปวดข้อเท้าอย่ามองแค่ว่าเดินเยอะไป
- 🌿 ดูแลข้อต่อหลังใช้งานด้วยตัวช่วยที่เหมาะสม
- FAQs
อาการปวดข้อเท้า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกวัย ตั้งแต่คนที่ต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน ผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย ไปจนถึงนักวิ่งและนักกีฬาที่ใช้งานข้อเท้าหนักเป็นประจำ บางคนอาจรู้สึกเพียงตึงหรือเมื่อยเล็กน้อยหลังใช้งาน แต่บางคนมีอาการเจ็บ บวม ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือปวดต่อเนื่องจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ข้อเท้าเป็นข้อต่อที่ต้องรับน้ำหนักของร่างกายและช่วยในการเคลื่อนไหวแทบทุกก้าว ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง กระโดด ขึ้นบันได หรือเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เอ็นยึดข้อ กระดูก หรือข้อต่อบริเวณนี้ได้รับแรงมากเกินไป ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดได้
แล้ว ปวดข้อเท้าเกิดจากอะไร โดยเฉพาะอาการที่เกิดหลังเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกาย? มาดูสาเหตุที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างเหมาะสม
🦶 ทำไมข้อเท้าจึงเป็นบริเวณที่ปวดหรือบาดเจ็บได้ง่าย?
ข้อเท้าไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมระหว่างขากับเท้า แต่ยังช่วยรับน้ำหนัก รองรับแรงกระแทก และรักษาสมดุลของร่างกายในทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น
ขณะเดิน ข้อเท้าต้องช่วยรับน้ำหนักและส่งแรงเพื่อก้าวไปข้างหน้า ส่วนขณะวิ่ง กระโดด หรือเล่นกีฬา แรงที่ส่งผ่านบริเวณข้อเท้าจะเพิ่มขึ้นตามความเร็ว ลักษณะการเคลื่อนไหว และพื้นผิวที่ใช้งาน
หากร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน หรือข้อเท้าได้รับแรงในมุมที่ผิดปกติ เนื้อเยื่อรอบข้ออาจเกิดการระคายเคืองหรือบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่มระยะทางวิ่ง เพิ่มความหนักของการออกกำลังกายเร็วเกินไป หรือเคยมีประวัติข้อเท้าบาดเจ็บมาก่อน

🔎 ปวดข้อเท้า เกิดจากอะไร? 7 สาเหตุที่พบได้บ่อย
1. ข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลง
ข้อเท้าพลิกเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดข้อเท้าที่พบได้บ่อย เกิดจากเอ็นยึดข้อเท้าถูกยืดเกินช่วงการเคลื่อนไหวปกติ หรือในบางกรณีอาจเกิดการฉีกขาด
สถานการณ์ที่ทำให้ข้อเท้าพลิกได้ เช่น
- เดินแล้วเหยียบพื้นต่างระดับ
- วิ่งบนพื้นขรุขระ
- ก้าวพลาดจากขอบฟุตบาทหรือบันได
- ลงพื้นผิดจังหวะหลังจากกระโดด
- เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วขณะเล่นกีฬา
อาการที่พบอาจมีตั้งแต่เจ็บเล็กน้อย ปวด บวม ช้ำ เคลื่อนไหวข้อเท้าได้น้อยลง ไปจนถึงเดินลงน้ำหนักลำบาก หากมีอาการปวดรุนแรงหรือได้ยินเสียงผิดปกติขณะเกิดเหตุ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อแยกภาวะกระดูกหักหรือการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่า
2. ใช้งานข้อเท้ามากเกินไป
อาการปวดข้อเท้าไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุเสมอไป บางครั้งอาการจะค่อย ๆ ปรากฏหลังจากใช้งานต่อเนื่อง หรือเกิดจากการใช้งานมากเกินไป หรือ Overuse
พบได้บ่อยในผู้ที่เพิ่งเริ่มเดินออกกำลังกาย เริ่มวิ่ง หรือเพิ่มระยะทางและความหนักของการฝึกอย่างรวดเร็ว รวมถึงผู้ที่ต้องยืนหรือเดินต่อเนื่องหลายชั่วโมงในแต่ละวัน
อาการอาจเริ่มจากความรู้สึกตึง เมื่อย หรือเจ็บเล็กน้อยหลังใช้งาน หากยังคงฝืนออกกำลังกายโดยไม่ให้ร่างกายมีเวลาพักและฟื้นตัว อาการอาจเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือเนื้อเยื่อรอบข้อเท้าได้
3. เอ็นร้อยหวายอักเสบหรือระคายเคือง
เอ็นร้อยหวาย หรือ Achilles Tendon เป็นเส้นเอ็นขนาดใหญ่บริเวณด้านหลังข้อเท้า เชื่อมกล้ามเนื้อน่องเข้ากับกระดูกส้นเท้า และมีบทบาทสำคัญต่อการเดิน วิ่ง กระโดด และเขย่งปลายเท้า
เมื่อเส้นเอ็นบริเวณนี้ได้รับแรงซ้ำ ๆ มากเกินไป อาจเกิดการระคายเคืองและทำให้ปวดบริเวณหลังข้อเท้าหรือเหนือส้นเท้า
บางคนอาจรู้สึกตึงหลังตื่นนอน เจ็บหลังวิ่ง หรือมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อเขย่งปลายเท้า โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่มระยะวิ่งเร็วเกินไป หรือออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงส่งจากปลายเท้าบ่อย ๆ
4. เส้นเอ็นรอบข้อเท้าระคายเคือง
รอบข้อเท้ามีเส้นเอ็นหลายมัดที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและช่วยรักษาความมั่นคงของข้อเท้า
หากเดินหรือวิ่งซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงที่เพิ่มความหนักของกิจกรรมเร็วเกินไป เส้นเอ็นเหล่านี้อาจเกิดการระคายเคืองได้
ตำแหน่งที่ปวดจะแตกต่างกันตามเส้นเอ็นที่ได้รับผลกระทบ บางคนอาจปวดด้านนอกข้อเท้า ขณะที่บางคนปวดด้านในหรือด้านหลัง อาการมักชัดขึ้นเมื่อเดิน วิ่ง หรือออกแรง และอาจลดลงเมื่อได้พัก
5. การกดเบียดบริเวณข้อเท้า
ผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ต้องงอข้อเท้ามาก ๆ เช่น วิ่ง ฟุตบอล บาสเกตบอล หรือกีฬาที่ต้องกระโดดและเปลี่ยนทิศทางบ่อย อาจเกิดการระคายเคืองหรือการกดเบียดบริเวณด้านหน้าหรือด้านหลังข้อเท้าได้
ผู้ที่มีอาการลักษณะนี้อาจรู้สึกเจ็บเมื่องอข้อเท้า ย่อเข่า หรือขยับข้อเท้าในบางมุม โดยเฉพาะในผู้ที่เคยมีประวัติข้อเท้าพลิกหรือได้รับบาดเจ็บบริเวณดังกล่าวมาก่อน
6. กระดูกล้าหรือกระดูกหัก
อาการปวดจากกระดูกไม่ได้เกิดเฉพาะจากอุบัติเหตุรุนแรงเท่านั้น การรับแรงซ้ำ ๆ จากการวิ่งหรือการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง อาจทำให้กระดูกเกิดความเครียดสะสมได้ในบางราย
หากมีอาการปวดเฉพาะจุดชัดเจน ปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เจ็บแม้เดินระยะสั้น หรือเริ่มปวดแม้ขณะพัก ควรหยุดกิจกรรมและเข้ารับการประเมิน
ส่วนกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุแล้วปวดรุนแรง บวมมาก ข้อเท้าหรือเท้าผิดรูป หรือไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ ควรพบแพทย์โดยเร็ว
7. ข้อเท้าเสื่อมหรือปัญหาภายในข้อต่อ
อาการปวดข้อเท้าเรื้อรัง อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสัมพันธ์กับความผิดปกติภายในข้อ เช่น ภาวะข้อเสื่อมหรือการอักเสบของข้อต่อ
ผู้ที่มีปัญหาบริเวณข้อต่ออาจรู้สึกปวดร่วมกับข้อฝืด เคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ หรือมีอาการมากขึ้นเมื่อเดินหรือใช้งานเป็นเวลานาน
อาการลักษณะนี้ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเฉพาะหากเป็นต่อเนื่องหรือส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

🏃 ปวดข้อเท้าจากการเดิน วิ่ง และออกกำลังกาย ต่างกันอย่างไร?
ลักษณะกิจกรรมก่อนเกิดอาการสามารถช่วยให้เราสังเกตสาเหตุเบื้องต้นได้ แม้จะไม่สามารถใช้ยืนยันโรคหรือภาวะผิดปกติได้ทั้งหมด
ปวดข้อเท้าหลังเดินนาน ๆ
มักสัมพันธ์กับการใช้งานสะสม โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินหรือยืนต่อเนื่องหลายชั่วโมง ใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะกับรูปเท้า หรือเปลี่ยนจากการเดินน้อยไปเป็นการเดินมากในระยะเวลาสั้น ๆ
ปวดข้อเท้าหลังวิ่ง
ควรพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งระยะทาง ความเร็ว พื้นผิวที่วิ่ง รองเท้า และโปรแกรมการฝึก หากเพิ่มระยะหรือความหนักเร็วเกินไป เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และข้อต่ออาจรับภาระมากเกินกว่าที่ร่างกายปรับตัวได้ทัน
ปวดข้อเท้าหลังเล่นกีฬา
กีฬาที่ต้องกระโดด หยุดกะทันหัน หรือเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน หรือเทนนิส มีโอกาสทำให้ข้อเท้าพลิกหรือได้รับแรงกระแทกผิดจังหวะได้มากขึ้น
📍 ตำแหน่งที่ปวดข้อเท้า บอกอะไรได้บ้าง?
ตำแหน่งของอาการสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบในการสังเกตเบื้องต้นได้ เช่น
- ปวดด้านนอกข้อเท้า อาจพบหลังข้อเท้าพลิก หรือเกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและเนื้อเยื่อด้านนอกข้อเท้า
- ปวดด้านในข้อเท้า อาจสัมพันธ์กับเส้นเอ็นหรือโครงสร้างที่ช่วยพยุงเท้า
- ปวดด้านหลังข้อเท้า โดยเฉพาะเหนือส้นเท้า อาจเกี่ยวข้องกับเอ็นร้อยหวาย
- ปวดด้านหน้าข้อเท้า อาจเกิดจากการใช้งานซ้ำหรือแรงกดบริเวณข้อ
- ปวดลึกภายในข้อร่วมกับข้อฝืด อาจต้องประเมินความผิดปกติภายในข้อต่อเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ปวดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ระบุสาเหตุที่แน่นอนได้ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเกิดซ้ำบ่อย ควรให้แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดประเมินเพิ่มเติม
🧊 ปวดข้อเท้าเบื้องต้น ควรดูแลอย่างไร?
หากอาการไม่รุนแรงและไม่มีลักษณะบ่งชี้ถึงการบาดเจ็บรุนแรง การลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการฝืนเดินหรือวิ่งทั้งที่ยังปวด อาจทำให้บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บต้องรับแรงซ้ำและฟื้นตัวได้ช้าลง
แนวทางดูแลเบื้องต้น ได้แก่
- พักหรือลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด
- ยกข้อเท้าให้สูงเมื่อมีอาการบวม
- ประคบเย็นโดยใช้ผ้าห่อน้ำแข็ง ไม่ควรวางน้ำแข็งสัมผัสผิวโดยตรง
- เลือกรองเท้าที่พอดีและรองรับเท้าได้เหมาะสม
- ใช้อุปกรณ์พยุงข้อเท้าตามความเหมาะสม
- เมื่ออาการดีขึ้น จึงค่อยกลับมาเคลื่อนไหวและออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับครีมทาแก้ปวด หรือผลิตภัณฑ์ทาภายนอก สามารถเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการดูแลอาการปวดหรือตึงบริเวณกล้ามเนื้อและข้อต่อในบางกรณี แต่ไม่ควรใช้เพื่อกลบอาการแล้วรีบกลับไปออกกำลังกายหนักทันที
สิ่งสำคัญยังคงเป็นการพักฟื้นและสังเกตว่าปัญหาเกิดจากการใช้งานมากเกินไป การบาดเจ็บ หรือมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่

⚠️ ปวดข้อเท้าแบบไหนควรไปพบแพทย์?
อาการปวดเล็กน้อยจากการใช้งานอาจค่อย ๆ ดีขึ้นหลังพัก แต่ไม่ควรปล่อยอาการที่รุนแรงหรือเกิดซ้ำบ่อยไว้โดยไม่ได้รับการประเมิน
ควรพบแพทย์หากมีอาการ เช่น
- ปวดจนรบกวนการเดินหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
- อาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
- อาการกลับมาเป็นซ้ำบ่อย
- มีอาการชาหรือความรู้สึกบริเวณเท้าลดลง
- ดูแลตัวเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น
- มีอาการบวมมากหรือข้อเท้าเคลื่อนไหวได้น้อยผิดปกติ
โดยเฉพาะกรณีที่ปวดรุนแรง เดินลงน้ำหนักไม่ได้ ข้อเท้าผิดรูป หรือมีเสียงผิดปกติขณะได้รับบาดเจ็บ ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพื่อประเมินว่ามีกระดูกหักหรือการบาดเจ็บของโครงสร้างภายในข้อหรือไม่
👟 ป้องกันอาการปวดข้อเท้าจากการออกกำลังกายได้อย่างไร?
การป้องกันอาการปวดข้อเท้า ไม่ได้หมายความว่าต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย แต่ควรช่วยให้ร่างกายและข้อเท้ามีเวลาในการปรับตัวกับแรงที่เพิ่มขึ้น
เริ่มจากการเพิ่มระยะทางหรือความหนักของการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เพิ่มทั้งความเร็ว ระยะทาง และความถี่พร้อมกันในระยะเวลาสั้น ๆ
ควรเลือกใช้รองเท้าให้เหมาะกับประเภทของกิจกรรมและขนาดเท้า รวมถึงสังเกตพื้นผิวที่ใช้เดินหรือวิ่ง เพราะพื้นต่างระดับหรือพื้นลื่นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการพลิกของข้อเท้าได้
นอกจากนี้ การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่อง กล้ามเนื้อรอบข้อเท้า และการฝึกการทรงตัว ก็มีส่วนช่วยให้ข้อเท้ามีความมั่นคงมากขึ้น
สำหรับผู้ที่เคยข้อเท้าพลิกมาก่อน ควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความแข็งแรงและการควบคุมข้อเท้าให้ดี ก่อนกลับไปเล่นกีฬาเต็มรูปแบบ เพื่อลดโอกาสบาดเจ็บซ้ำ
✅ สรุปปวดข้อเท้าอย่ามองแค่ว่าเดินเยอะไป
อาการปวดข้อเท้า สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การเดินหรือยืนเป็นเวลานาน การเพิ่มระยะวิ่งเร็วเกินไป รองเท้าที่ไม่เหมาะสม ข้อเท้าพลิก เส้นเอ็นระคายเคือง ไปจนถึงความผิดปกติภายในข้อต่อ
สิ่งสำคัญคือสังเกตว่าอาการเกิดหลังทำกิจกรรมอะไร ปวดบริเวณใด มีอาการบวม ช้ำ ข้อฝืด หรือสามารถเดินลงน้ำหนักได้ตามปกติหรือไม่
หากเป็นอาการเล็กน้อย การพัก ลดกิจกรรม และดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมอาจช่วยให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากปวดมากขึ้น เป็นซ้ำบ่อย หรือมีสัญญาณของการบาดเจ็บรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอย่างเหมาะสม
🌿 ดูแลข้อต่อหลังใช้งานด้วยตัวช่วยที่เหมาะสม
สำหรับผู้ที่มีอาการปวด ตึง หรือรู้สึกว่าข้อต่อเคลื่อนไหวไม่คล่องหลังการเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกาย การพักและลดการใช้งานบริเวณที่มีอาการยังคงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ การนวดร่วมกับผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลกล้ามเนื้อและข้อต่อก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลตัวเอง
Cetilar (เซทิลาร์) เป็นครีมทาบรรเทาอาการปวดบริเวณข้อต่อ กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น โดยมีส่วนประกอบจากกรดไขมันที่เรียกว่า CFA ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่แตกต่างจากครีมทาแก้ปวดทั่วไปที่มักเน้นความรู้สึกร้อนหรือเย็นบริเวณผิว รวมถึงมีการนำไปใช้จริงในกลุ่มนักกีฬาอาชีพ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับการดูแลร่างกายหลังการใช้งานหรือออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดข้อเท้า รุนแรง บวมมาก เดินลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีอาการต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอย่างเหมาะสม
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์
❓ FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดข้อเท้า
FAQs
1. ปวดข้อเท้าหลังเดินหรือวิ่ง เกิดจากอะไร?
อาการ ปวดข้อเท้า หลังเดินหรือวิ่งอาจเกิดจากการใช้งานมากเกินไป การเพิ่มระยะทางหรือความหนักของการออกกำลังกายเร็วเกินไป รองเท้าที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการระคายเคืองของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเท้า หากมีประวัติข้อเท้าพลิกหรือลงเท้าผิดจังหวะ ก็อาจเกี่ยวข้องกับข้อเท้าแพลงได้เช่นกัน
2. ปวดข้อเท้าด้านนอกหรือด้านใน แตกต่างกันอย่างไร?
ตำแหน่งที่ปวดสามารถช่วยสังเกตสาเหตุเบื้องต้นได้ เช่น อาการปวดด้านนอกข้อเท้าพบได้บ่อยหลังข้อเท้าพลิก ส่วนอาการด้านในอาจเกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นหรือโครงสร้างที่ช่วยพยุงเท้า อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ตำแหน่งที่ปวดเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย หากปวดต่อเนื่องหรือเกิดซ้ำบ่อยควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
3. ปวดข้อเท้าควรประคบเย็นหรือไม่?
หากเพิ่งได้รับบาดเจ็บและมีอาการปวดหรือบวม การประคบเย็นอาจช่วยลดอาการในช่วงแรกได้ โดยควรห่อน้ำแข็งหรือ Cold Pack ด้วยผ้าก่อนประคบ และไม่วางน้ำแข็งลงบนผิวหนังโดยตรง นอกจากนี้ ควรพักและยกข้อเท้าให้สูงตามความเหมาะสม
4. ปวดข้อเท้าใช้ครีมทาแก้ปวดได้ไหม?
ครีมทาแก้ปวด หรือผลิตภัณฑ์ทาภายนอกอาจใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลอาการปวดตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ควรใช้เพื่อกลบอาการแล้วฝืนเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกายหนักต่อทันที โดยเฉพาะเมื่อมีอาการบวมมาก ปวดรุนแรง หรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้ ควรหยุดกิจกรรมและประเมินสาเหตุก่อน
5. ปวดข้อเท้าแบบไหนควรไปพบแพทย์?
ควรพบแพทย์เมื่ออาการ ปวดข้อเท้า รบกวนการใช้ชีวิต ปวดมากขึ้นหรือเกิดซ้ำ ดูแลเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการชาและความรู้สึกบริเวณเท้าลดลง ส่วนกรณีที่ปวดรุนแรง เดินลงน้ำหนักไม่ได้ ข้อเท้าผิดรูป หรือได้ยินเสียงดังผิดปกติขณะบาดเจ็บ ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพราะอาจมีการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่าข้อเท้าแพลงทั่วไป



